ผู้เข้าชม

จากถ้ำหลวง เชียงรายถึงโถงถ้ำเวียดนาม


 การเดินทางสู่โถงถ้ำที่ลึกลับ มรดกโลกของชาวเวียตนาม 

เรื่องและภาพ นคเรศ ธีระคำศรี 

ผมมีเหตุได้รับการชักชวนจากญาติที่จังหวันครพนมให้ได้เดินทางไ เมืองกวางบินส์ เมืองที่อยู่ทางตอนกลางของประเทศเวียตนาม สำหรับที่นี่ผมได้ฟังการพูดคุยในหมู่เพื่อนๆนักเดินทางในกลุ่มประเทศอาเซียน มาไม่นานมานี้ว่า มีถ้ำที่น่าเดินทางมาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง เป็นถ้ำที่กว้างใหญ่ ลึกลับ ยังสำรวจ ไม่ถึงก้นถ้ำ และเป็นถ้ำที่สวยงามมีสิ่งที่เป็นสถิติโลกหลายอย่าง


ผมเดินทางโดยเครื่องบินมาลงที่สนามบิน นครพนม อากาศที่กรุงเทพว่าเย็นๆ แต่ต่อเมื่อมาถึงนครพนม จึงได้รับรู้ถึงความหนาวเย็นที่แท้จริง

รถตู้จากฝั่งลาว ข้ามมารับผมกับคณะ ถึงนครพนม มีข้อกฎหมายระหว่างประเทศว่า รถยนต์ จะข้ามพรมแดน สองประเทศไม่ได้ รถจากลาวจึงได้เปรียบที่สามารถ ข้ามมาไทย และข้ามไปเวียตนาม ได้ แต่รถจากไทย ข้ามไปลาวได้ แต่จะต่อไปยังเวียตนามไม่ได้เช่นกันรถจากเวียตนามข้ามมาลาวได้ แต่จะต่อมายังไทยไม่ได้ แต่ที่เห็นเขาจัดคาราวานรถยนต์ข้ามไป คงจะต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษที่ต้องเดินทางไปเป็นหมู่คณะซึ่งก็ต้องจ่ายแบบไม่ธรรมดาด้วย



เราเริ่ม ออกเดินทางจากนครพนม ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่3 ที่สร้างข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมแผ่นดิน สองแผ่นดินเข้าหากัน รูปแบบ ตัวสะพาน ออกแบบมาจนกระทั่ง แยกแยะไม่ออกว่า เป็นสะพานแห่งที่เท่าไหร่ ที่ข้ามน้ำโขง โดยเฉพาะ เสาไฟที่ เรียงรายไปตามความยาวของสะพาน ยามเย็นๆสวยงามมาก ผมเคยถ่ายภาพมา ครบทุกสะพานที่ข้ามแม่น้ำโขงแล้ว ทั้งมุมต่ำ ใต้สะพาน มุมกลางสะพาน และมุมสูงที่ต้องขึ้นรถเครน ก็เคยถ่ายภาพไว้

เราต้องวิ่งรถ ไปตามเส้นทางหมายเลข 12 ตัดตรง จากนครพนม ผ่านเมืองคำม่วน ของประเทศลาว ผ่านพรมแดนด่าน จาลอ สู่ ประเทศ เวียตนาม ตอนกลางประเทศ ที่เมืองกวางบินส์ เมืองที่ทอดยาวไปกับ เวิ้งทะเลของอ่าว ตังเกี๋ย ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อว่าจังหวัด นครพนม ภาคอิสานของเรา วิ่งรถเพียงห้าชม. ก็ชนขอบประเทศเวียตนามได้เห็นชาย หาดทะเลที่สวยงามของประเทศเวียตนามแล้ว



หมายแรกเรามาเที่ยวถ้ำฟองยากัน ถ้ำแห่งนี้ได้รับการยอมรับจาก นักสำรวจถ้ำทั่วโลกว่า เป็นถ้ำอันดับหนึ่งของโลก เนื่องจากเป็นเจ้าของสถิติถึง 4 รายการได้แก่ น้ำลอดยาวที่สุดในโลก, โถงถ้ำสูงที่สุด ยาวที่สุด และกว้างที่สุด มี หาดทรายภายในถ้ำที่สวยงาม และความอลังการของหินงอกหินย้อย ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม

เรือนำนักท่องเที่ยวล่องเข้าไปตามแม่น้ำซอนเป็นแม่น้ำสายสั้นๆแต่ก็มีขนาดกว้างประจำเมือง ดงเหย
ระยะทางที่เรือแล่นเข้าไปประมาณ แปดกิโลเมตรจึงจะถึงปากปล่องถ้ำฟองยา สองข้างทาง ที่ผ่านไป ผมเห็นโบร์ถคริสคนเวียตนามในแถบนี้น่าจะนับถือศาสนาคริสกันมากนะ ผมเห็นเรือรับส่งนักท่องเที่ยว แล่นสวนออกมาเป็นระยะๆ ที่สังเกตุ ดูก็เป็นนักท่องเที่ยว ชาวเวียตนามเสียเป็นส่วนใหญ่ มีบ้างที่เห็นประปรายก็เป็นฝรั่งผมทอง เรือค่อยๆ ล่องผ่านปาก ถ้ำ ขนาดใหญ่ เข้าไป อย่างช้าๆ คราวนี้เปลี่ยนจาก การใช้เครื่องเรือ มาเป็นแจว ด้านท้ายเรือ และจ้วงพาย ช่วงหัวเรือแทน

ขณะที่อยู่บนเรือ ผมถ่ายภาพ อะไรไม่ค่อยได้มากนัก ในถ้ำ มืดมิด มีไฟเป็นหย่อมๆ ที่จัดไว้ ตามโตรกหินให้ดูสวยงาม ซึ่งผมถือว่า เป็นการจัดไฟได้ดี มากๆ เมื่อเทียบ กับโถงถ้ำอื่นๆ ที่เคยไปเที่ยวชมมา



การถ่ายภาพ โถงถ้ำ ต้องการความคมชัดสูง รูรับแสงที่ใช้ต้องแคบ เพื่อความชัดลึก การถ่ายภาพอยู่บนเรือที่ไหวโคลงไม่นิ่ง ไม่สามารถจะกางขาตั้งกล้องที่มั่นคงได้ ผมแก้ปัญหาด้วยการใช้ไฟแฟลช และพุช ISOให้สูงขึ้น แต่ก็ได้ภาพที่ไม่ค่อย พอใจนัก เพราะบางที ผนังถ้ำ ที่ต้องการจะถ่ายภาพ ก็อยู่ไกล กว่าที่ไฟแฟลชจะฉายไปทั่วถึง การโฟกัส หาในที่มืด ก็ทำได้ยากมาก
เรือแล่นเข้าปาก ถ้ำเหมือน กับงูใหญ่ ที่เลื้อย หายเข้ามาในแผ่นผา ไกลจากปากถ้ำผ่านความมืดมิดเข้ามานาน พอสมควร ก็หันหัวเลี้ยว กลับเข้าทาง เดิมที่แล่นเข้ามา แม้ว่าจะประวัติที่เคยมีการสำรวจเส้นทางข้างหน้า ที่แม่น้ำซอน ไหลผ่านทะลุ หายเข้าไปนั้นยังอีก ยาวไกลมากนัก บ้างก็ว่าไกลไปจนถึง เวียตนามใต้

ไกด์ท้องถิ่นที่เราต้องจ้างให้ติดเรือมาด้วยตามกฎระเบียบ นอกจากฉีกยิ้มให้กับคนนั้นทีคนนี้ที ก็ไม่ได้ช่วยให้ข้อมูล อะไรกระจ่างเลย เพราะเธอพูด ได้แต่ภาษาเวียตนาม ครับ ภาษาอื่นๆเธอไม่ถนัด
ขากลับระหว่างทาง เรือมาส่ง บริเวณ หาดทรายเล็กๆริมน้ำ ในโถงถ้ำ ผมกระโดดลง จากหัวเรือ ด้วยความดีใจ ที่ได้ถ่ายภาพ ได้ถนัดถนี่ เสียที หลังจากที่นั่งชมความงามของถ้ำจากในเรือ มานาน คว้าขาตั้ง มากาง บนพื้นทราย และ ประกอบกล้องเข้ากับ หัวบอล มีแสงสว่าง เรืองๆจากผนังถ้ำ ให้ผมได้ทำงาน การทำตัวให้คุ้น เคยกับกล้องและอุปกรณ์ของตัวเอง ช่วยได้มากครับ เวลาต้องถ่ายภาพ ท่ามกลางความมืดสลัว



มันทำให้ผม ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมั่นใจ การประกอบกล้องเข้ากับ ขาตั้งกล้องนี่ ถ้าผิดพลาดไม่มั่นคง หรือผิดขั้นตอนเป็นอันตรายมากนะครับ ในชั่วชีวิตการเป็นช่างภาพ ของผมนี่ ได้ฟัง ได้เห็น เรื่องของกล้อง ที่ล้ม หรือหล่น หลุด จากขาตั้งกล้อง มานับสิบตัวแล้วครับ อาการก็ ถลอก หัวแตก สาหัส หมอไม่รับ แล้วแต่ว่า พื้นที่หล่น ไปโดนเป็นพื้นอะไร

เลนส์ซูม ระยะกลางๆ จะช่วยการทำงานได้ดี ในโถงถ้ำขนาดกว้าง สำหรับกล้อง ฟูลเฟรม น่าจะเป็นเลนส์ช่วง 24-120 มม.ก็จะได้ภาพส่วนใหญ่ จากช่วงซูมระยะนี้
แต่ถ้าใครต้องการจะกว้างกว่านี้ หรือจะโค้งเป็นตาปลาก็ไม่ว่ากันครับ จัดได้เลย

สมัยก่อนเมื่อหัดเข้า ถ้ำใหม่ๆครับ คงเป็นถ้ำเชียงดาว เชียงใหม่ที่ถ้ำนั้น ก็มีแง่มุม สวยงาม ให้นักถ่ายภาพได้เรียนรู้ การถ่ายภาพถ้ำอยู่ไม่น้อย ถ้ำ เชียงดาว เราเข้าไปถ่ายภาพ หินงอก หินย้อย ใกล้ๆได้ ใช้ตะเกียงเจ้าพายุของคนนำทาง เปลี่ยนทิศทางแสง ตามความต้องการ คือสามารถ ย้ายตะเกียงไฟ ให้แสงเข้า ในทางต่างๆได้ตามต้องการ ได้ แต่ที่ถ้ำฟองยา แห่งนี้ จะใช้เทคนิคต่างๆมาใช้ไม่สะดวก เพราะทิศทางไฟ จะถูกกำหนดมาแล้ว ย้ายไม่ได้ ไฟสีต่างๆจะมาจากไฟสป็อตไลท์ ที่ยิงมาจากจุดที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว เราจะใช้ไฟแฟลชก็ยากเพราะความกว้างใหญ่ของโถงถ้ำ และค่อนข้างไกลออกไปของกลุ่มผนังถ้ำที่สวยงาม ที่นี่เราต้อง อาศัย ระยะเลนส์ความกว้างและแคบที่จะเจาะคร็อปบางส่วน และที่สำคัญ ที่สุดก็คือดวงตาของเราที่จะพยายามมองให้เห็น แง่งามต่างๆของโตรกถ้ำและจะถ่ายทอดออกมาอย่างไร เทคนิค ก็คือต้องทำให้ กล้องนิ่งที่สุดเมื่อชัตเตอร์ลั่น



ผมเดินออกจากถ้ำฟองยา ก็บ่ายคล้อย เรือมาจอดรออยู่ปากถ้ำ ริมแม่น้ำซอน และแล่นเรือกลับทางเดิม ระหว่างทาง ก็ถ่ายภาพชีวิตผู้คน ตามริมฝั่ง ด้วยเลนส์เทเล่ 180 มม.ที่ติดมาด้วยเป็นระยะเลนส์ที่คุ้นชินตา ที่ใช้กันมานาน แทบจะว่าตั้งแต่เริ่มหัดถ่ายภาพมาเลยก็ว่าได้ จากถ้ำฟองยา เมืองดงเหย ต้องนั่งรถต่อ ไปพักที่ เมืองกวางบินส์ ซึ่งห่างออกมาไม่ไกลนักเป็นเมืองขนาดใหญ่ ผู้คนอยู่หนาแน่น มีโรงแรมที่พักดีๆอยู่มากมาย

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น มีหมายเดินทางว่า จะไปถ่ายภาพถ้ำเทียนเดื่อง หรือถ้ำสวรรค์ แต่ผมขอร้องกลุ่มว่า อยากไปถ่ายภาพตลาดเช้าของเมืองกวางบินส์ ที่อยู่ริมน้ำ ซอน ผมมีความเชื่ออยู่ตลอดว่า ถ้าอยากเห็นความอุดมสมบูรณ์ของเมือง อยากได้ภาพที่เป็นหัวใจของเมือง ต้องมาถ่ายภาพตลาดแต่เช้าตรุ่

ตลาดเช้ากวางบินส์ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังครับ สำหรับช่างภาพที่ชอบถ่ายภาพ วิถีชีวิตผู้คน ที่นี่มีมุมมองเรื่องราวมากมายให้เดินถ่ายภาพมากมาย ผู้คนมาจับจ่ายซื้อหาอาหารทะเล ปลาทะเลตัวโตๆสด วางจำหน่ายมากมาย ผู้คนสวมหมวกน๊อน ลา ใบกลมๆสีขาวนวลมาจ่ายตลาดกัน ถ่ายภาพสนุก ด้วยเลนส์ทุกตัวที่นำมาด้วย ผมเดินดูตลาดไปตามความยามของสายน้ำซอน มีเรือประมง ทะยอยน้ำอาหารทะเลสดๆมาส่งยังตลาด ผู้คนเดินกัน ขวักไขว่ ผมชอบการทำงานถ่ายภาพในลักษณะนี้มาก ตัดสินใจ มองภาพผ่านช่องมองตัดสินใจ อย่างรวดเร้วก่อนที่ฉากจะเปลี่ยนไป โดยที่เราขอ เทคใหม่อีกครั้งไม่ได้ เป็นการแลกดวล กับการได้ภาพอย่างยุติธรรมมาก ถ้าคุณช้าไปสักเสี้ยววินาที คุณก็ไม่ได้ภาพที่ตั้งใจไว้ เพราะเหตุการณ์จะเปลี่ยนฉากไปโดยเร็วมาก

ถ้ำเทียนเดื่องต่างจากถ้ำฟองยา ตรงที่ไม่ใช่ถ้ำน้ำครับ เป็นถ้ำที่อยู่ในช่องเขาสูงต้องเดินเท้าขึ้นไปตามทางเกือบหนึ่งกิโล ปล่องถ้ำเล็กๆ แต่ต่อเมื่อเข้าผ่านปากปล่อง เข้าไปเห็น งดงามเหมือน อาณาจักร ใต้ดิน ยิ่งใหญ่อลังการ์มากมายจริงๆ
การเดินเข้าสู่โตรกถ้ำ ด้านใน เหมือนเดินย้อนกลับเข้าสู่ครรส์มารดาอีกครั้ง เคยมีกวีนักเขียนเคยกล่าวไว้ ภาพที่ผมเห้นก็ไม่แตกต่างที่เขากล่าวไว้เลย ความพิลึกพิลั่น ของผนังหิน ที่มีรูปร่างแปลกตา ให้ได้ฉงน สนเท่ห์ เมื่อมองผ่านช่องมองภาพออกไป

ถ้ำเทียนเดื่องแห่งนี้ เป็นถ้ำเปิดใหม่ไม่นาน แต่ก็จุดการจัดระบบ ภายในถ้ำได้ดีมาก มีเส้นทางยาวเป็นสะพานไม้ ให้ผู้ชมได้เดินผ่านไปเที่ยวชม โตรกหินที่สวยงาม ตามกลุ่มต่างๆ และโตรกหินที่สวยงามก้มีการวางแสงส่องมากระทบอย่างค่อนข้างลงตัว


ผมดูว่า ที่นี่ไม่ได้ด้อยกว่าถ้ำฟองยา ที่ไปเที่ยวชมมาเมื่อวานเลย จะต่างกันตรงที่ถ้ำฟองยาเป้นถ้ำน้ำลอดผ่าน อารมณ์การล่องเรือเข้าไปชมในถ้ำ จึงได้อารมณ์อีกแบบหนึ่ง

การถ่ายภาพจากถ้ำเทียนเดื่อง ได้ภาพที่สวยงามกว่าเพราะ มีโอกาสกางขาตั้งกล้องให้มั่นคง ได้ในแทบทุกๆจุด ไม่ต้องล่องเรือ โคลงเครง จะคอยระวังก็เพียงช่วงตอนที่กดชัตเตอร์ จะมีคนเดินผ่าน ทำให้พื้นสะเทือน ภาพจะไม่คมชัด เดินถ่ายภาพเพลิน ลึกเข้าไปเรื่อยๆ ดูท่าจะไม่มีจุดสิ้นสุด ลึกมาก แต่ละจุดก็แปลกแตกต่างกันออกไป
ถ่ายภาพได้ไม่เบื่อเลย ผมเดินถ่ายภาพอยู่ในถ้ำเกือบสองชั่วโมงก็ยอมแพ้ กลัวจะลึกเข้าไป ต้องเสียเวลากลับ ก็เลยยอมแพ้ เอาภาพกลับมาเท่าที่ได้เท่านั้น ประกอบกับ เมื่อยขาอย่างมาก ตั้งแต่เดินไต่เขาขึ้นมา แต่ช่วงแรกๆแล้ว

ออกจากถ้ำเทียนเดื่อง ก็เดินทางกลับที่พักที่เมือง กวางบินส์ ที่เดิม ด้วยความอิ่มใจ ชีวิตช่างภาพเดินทางถ่ายภาพไปในที่ต่างๆ ความสุขก็เกิดจากการได้โลเกชั่นที่ดี เพื่อถ่ายภาพและเราสามารถ นำภาพที่พึ่งใจ กลับบ้านได้ ก็เท่านั้นหละครับ สวัสดี




นคเรศ ธีระคำศรี

ถ่ายภาพมาสามสิบปี เป็นช่างภาพในกอง บก. นิตยสารถ่ายภาพ โฟโต้อินโฟ
และเคยมีภาพและบทความในนิตยสารชั้นนำ
อาทิ อสท. สารคดี hello ฯลฯ
ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในช่างภาพที่ได้เข้าร่วมบันทึกภาพ
ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง
พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ตะลุยแหล่งขายส่งหอมแดง กระเทียมเลื่องชื่อ @ จ. ศรีสะเกษ

ก๋วยเตี๋ยวถังแตกในตำนาน ย่านห้วยขวาง​

พี่นกน้อยชวนชิม ก๋วยเตี๋ยวเรือชามโต รสเด็ด แจ้งวัฒนะ 5 Food Street